Digitalization กุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนซัพพลายเชนในธุรกิจสุขภาพ

โดย ดร.กุลบุตร โกเมนกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ (Chief Strategy Officer) บริษัท JWD Health Connex จำกัด

จากผลสำรวจในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พบว่า ต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ในธุรกิจสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับโลจิสติกส์สูงถึง 25-30% ของค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการบริษัท ดังนั้น กลุ่มผู้บริหารในธุรกิจดังกล่าวจึงให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในการบริหารต้นทุน และมีการกำหนดตัวชี้วัดต่าง ๆ เพื่อที่จะควบคุมต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ โดยที่ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการให้บริหารทางการแพทย์ลงแต่อย่างใด ในปัจจุบันนั้น การทำDigitalization ในซัพพลายเชนจึงถือเป็นกุญแจสำคัญ เพราะสามารถที่จะทำให้องค์กรเกิดการเปลี่ยนแปลง (Transformation) และเพื่อปรับตัวท่ามกลางโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง (Transformative World) โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมที่มีความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน และคลุมเครือ หรือ ที่เรียกกันว่า สภาพแวดล้อมแบบ VUCA+ (volatility, uncertainty, complexity, and ambiguity)

ดร.กุลบุตร โกเมนกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ (Chief Strategy Officer) บริษัท JWD Health Connex จำกัด ได้กล่าวถึง การทำ Digitalization ในซัพพลายเชน ว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากระบบข้อมูลสารสนเทศแบบดั้งเดิม มาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Big data Internet of Things (loT) เทคโนโลยีโลกเสมือน (AR/VR) และ Blockchain มาใช้กับกิจกรรมต่าง ๆ ในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้เกิดความมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยรูปแบบของการทำ Digitalization มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่โรงพยาบาลได้นำเทคโนโลยี อย่างเช่น Enterprise Resource Programs (ERP) ซึ่งเป็นซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการบริหารจัดการขององค์กรโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสต๊อกสินค้า บัญชี บริหารบุคลากร ซึ่งในความเป็นจริงแล้วหลายคนจะมองว่า Hospital Information System (HIS) คือ ERP ของโรงพยาบาลนั้น แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะปกติโรงพยาบาลมักจะมี HIS และ ERP คู่กัน เพื่อใช้เป็นระบบที่สนับสนุนการทำงานด้วยกันเสมอ HIS ถูกมองว่าเป็น Operating System ของโรงพยาบาลเพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ใช้งานในแผนกต่าง ๆ ของโรงพยาบาลทำงานประสานกันเพื่อให้บริการผู้ป่วยได้ตั้งแต่การลงทะเบียน แผนกเวชระเบียน ติดต่อพยาบาลในแผนกที่เกี่ยวข้อง พบแพทย์ ชำระเงิน และรับยา ซึ่งเราอาจะเรียก HIS ว่า Front-Office และมี ERP เป็น Back-Office นอกจากนี้ ยังมีผลงานวิจัย อธิบายถึงประโยชน์ของการนำเทคโนโลยีอย่าง radio frequency identification (RFID) automated guided vehicles (AGVs) และ IoT มาใช้อย่างแพร่หลายในวงการซัพพลายเชนสายสุขภาพ จากผลวิจัยแสดงให้เห็นถึง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลกระทบเชิงบวกต่อการบูรณาการโซ่อุปทาน (Supply Chain Integration) นอกจากนี้ เทคโนโลยีอย่างเช่น RFID และ EDI (Electronic Data Interchange) ถูกพบว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ยังมีอิทธิพลเชิงบวกในระยะยาวต่อผลของการรักษาที่ดีได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีข้อดีมากมาย แต่ก็มีข้อจำกัดในการได้มาซึ่งข้อมูลในแต่ละรูปแบบ

ดังนั้น การบูรณาการโซ่อุปทานทั้งภายในและภายนอกองค์กร และการทำDigitalizing จึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย และจำเป็นสำหรับธุรกิจในกลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มซัพพลายเชนในธุรกิจสุขภาพ เพราะการทำDigitalizing Healthcare นั้นนอกจากจะทำให้เกิดต้นทุนที่ลดลงแล้วยังเพิ่มผลิตผล และประสิทธิภาพจากคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์ที่ดียิ่งขึ้น โดยกระบวนที่สำคัญ 4 ประการ ที่จะช่วยทำให้เกิดDigital Enterprise มีดังต่อไปนี้


1. การบริหารจัดการข้อมูลให้เป็นสินทรัพย์ทางกลยุทธ์ (Strategic Assets) โดยเปลี่ยนรูปแบบจากการใช้งานกระดาษในการจัดทำเอกสาร (paper-based) เป็นแบบการทำงานไร้กระดาษ (paper-less) มีการIntegrateข้อมูลที่มีความแม่นยำ เพื่อสร้างความเข้าใจแบบองค์รวมของลูกค้า และสร้างทัศนวิสัยด้วยการใช้ Digital Twins หรือ ฝาแฝดดิจิทัล ซึ่งเป็นแนวคิดการทำสำเนาหรือแบบจำลองของวัตถุต่าง ๆ ทางกายภาพให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งการทำ และจะต้องมีกลไกเชื่อมต่อกับวัตถุของจริง เพื่อคอยเก็บข้อมูลสถานะทางกายภาพของวัตถุแบบ Real-time เปรียบเสมือนกับการย้ายวัตถุทางกายภาพเหล่านั้นเข้าไปในโลกดิจิทัลจริง ๆ นั่นเอง เช่น DHL บริษัทผู้ประกอบธุรกิจด้านโลจิสติกส์ ได้มีการติดตั้งโซลูชั่นการจัดเก็บสินค้าอัจฉริยะเพื่อติดตามและจำลองสถานะทางกายภาพและปริมาณสินค้าในคลังแบบ Real-Time ในคลังสินค้าของ Tera Pak ในสิงคโปร์ Digital Twins ทำผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบ คาดการณ์ หรือ ทดลองผลลัพธ์บางอย่างได้โดยไม่ต้องกระทำต่อวัตถุหรือสิ่งของใด ๆ ทางกายภาพ โดยการติดตั้งระบบดังกล่าว ทำให้ DHL สามารถเห็นภาพโดยรวมภายในคลังสินค้าได้ทันที ส่งผลให้สามารถบริหารจัดการคลังสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาด และการปฏิบัติการที่เกินความจำเป็น รวมทั้งสามารถทดสอบได้ทันทีบนระบบจำลองดิจิทัล ว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงของวัตถุหรือตำแหน่งของอุปกรณ์ภายในคลังสินค้า หรือ มีการนำอุปกรณ์ใหม่เข้ามาติดตั้งจะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง
  

2. การขับเคลื่อน-การดำเนินงานด้วยข้อมูลเป็นหลัก ทั้งการบริหารองค์กร กระบวนการตัดสินใจ การวางกลยุทธ์ (Empower data-driven decision) โดยการใช้ประโยชน์จาก Data analytics และ AI ในปัจจุบันการวินิจฉัยโรคเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงต้องการเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อมาจัดการกับข้อมูลทางการแพทย์ เพื่อให้ได้ผลวินิจฉัยที่แม่นยำและรวดเร็วขึ้น ศูนย์วินิจฉัยทางการแพทย์หรือห้องปฎิบัติการทางการแพทย์ที่ทันสมัย เริ่มมีการนำเอา AI และ Machine Learning มาช่วยในการวินิจฉัยโรคต่าง ๆ รวมถึง การนำเอา Business Intelligence (BI) มาช่วยในการทำ Data Visualization ให้กับผลแล็บอีกด้วย


3. การเชื่อมต่อระหว่างทีมรักษาและคนไข้ (Connect care teams and patients) การเชื่อมต่อระหว่างผู้ให้การดูแลรักษาและคนไข้ สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เป็นการยกระดับการบูรณาการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพระหว่าง แพทย์และคนไข้ โดยสามารถที่จะอนุญาตให้ทั้งคู่สามารถเข้าถึง เซ็ตของข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านระบบ ผู้ให้การดูแลรักษาควรที่จะต้องสนับสนุนความช่วยเหลือทางไกล ผ่านทาง Tele-health Tele-medicine และ Home monitoring เพื่อใช้ยกระดับคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์และเพิ่มประสิทธิผลของการรักษาให้ดียิ่งขึ้น บริษัทในกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ ต่างก็มีการพัฒนา Platform สำหรับการขนส่งกระจายยาและเวชภัณฑ์ เพื่อที่จะสนับสนุนมาตรฐานการให้บริการเภสัชกรรมทางไกล (Tele-pharmacy) และ ระบบการบริบาลทางเภสัชกรรม ในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การสัมภาษณ์ผู้ป่วยหรือญาติเพื่อรวบรวมข้อมูลที่จำเป็น การวิเคราะห์ใบสั่งยา (Prescription analysis) การประเมินความเหมาะสมของการใช้ยา การประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ของยา ประเมินความเหมาะสมของยา และการให้คำแนะนำปรึกษาผู้ป่วยหรือญาติเกี่ยวกับยา นอกจากนี้ บริษัทขนส่งต้องมีมาตรฐานสำหรับการรักษาคุณภาพ และความคงตัวของยาตลอดการขนส่ง โดยใช้ IoT เฝ้าติดตามอุณหภูมิขณะขนส่งกับประเภทหรือชนิดของยาต่าง ๆ การส่งยาที่ครบถ้วนถูกต้องแก่ผู้ป่วย ณ สถานที่และเวลาที่กำหนด มีระบบติดตามสถานะขนส่ง (Tracking) เป็นต้น


4. การสร้างระบบการเรียนรู้สายสุขภาพ (Build a learning health system) องค์กรต้องมีการขยายการใช้งาน Digital Tools ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องและเหมาะสม เพราะการทำDigitalization Healthcare ต้องถูกปลูกฝังให้เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กร ไม่ใช่เป็นแค่หนึ่งโครงการ ดังนั้น การทำให้เกิด Digital Transformation เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ท้าทายสำหรับองค์กรผู้ให้บริการสาธารณสุข (Healthcare Provider) เพราะถ้ากรรมการบริหาร และทีมบริหาร ไม่เล็งเห็นความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ ก็จะกลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างระบบการเรียนรู้สายสุขภาพ การวัดผลที่ได้จากการสร้างระบบการเรียนรู้อย่างเหมาะสม ก็เป็นสิ่งสำคัญต่อการขยายผลการดำเนินงานของตัวธุรกิจ ด้วยเช่นกัน